สินสอด เรื่องไกลตัวที่หล่อเลี้ยงอำนาจใกล้ตัว

จากบทสนทนาใน Clubhouse ของ code O เรื่อง “ชอบก็ให้แม่มาขอ? สินสอดกับตัวตนในสังคม” เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2564



“กิ่งทองใบหยก”

“หนูตกถังข้าวสาร”


คำพูดเหล่านี้มักใช้ในการอธิบายลักษณะของหญิงและชายที่กำลังแต่งงานกัน ว่าเขาเหล่านั้นเหมาะสมกันอย่างไร หากดูสมฐานะกันดีก็มักจะถูกเรียกว่าเป็น “กิ่งทองใบหยก” ในขณะที่หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งดูต่ำต้อยกว่าก็มักจะถูกเรียกว่าเป็น “หนูตกถังข้าวสาร” คำพูดเหล่านี้คงไม่ใช่คำที่บ่าวสาวใช้เรียกตัวเขาเอง แต่คือเลนส์ในการประเมินค่าที่มาจากคนรอบตัว พ่อแม่ ญาติพี่น้อง เพื่อน และคนรู้จัก หรือบางครั้งคนที่ไม่รู้จักก็ยังสอดส่องความคิดเข้ามาประเมินค่าของบ่าวสาวด้วย


 

สินสอด “สมฐานะ”


โดยทั่วไปสินสอดเป็นเงินที่ถูกเรียกโดยพ่อแม่ของฝ่ายหญิง โดยฝ่ายชายมีหน้าที่จัดหาเงินนั้นมาให้ก่อนแต่งงาน แต่จำนวนเงินนั้นจะมากหรือน้อยเป็นเรื่องที่ไม่ได้มีใครกำหนดไว้ตายตัว ความรู้สึกอึดอัด อิหลักอิเหลื่อ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก นอกจากจะตกมาที่ฝ่ายชาย (ทั้งเจ้าบ่าวและพ่อแม่ของเจ้าบ่าว) ฝ่ายหญิงในบางครั้งก็ตกที่นั่งลำบาก โดยเฉพาะพ่อแม่ของเจ้าสาวที่ต้องตัดสินใจพูดออกมาว่า “จำนวนเงินเท่าใดที่เหมาะสม”


ด้วยความนอบน้อมถ่อมตน พ่อแม่ของฝ่ายหญิงบางคนอาจรู้สึกว่าค่าสินสอดนั้นไม่ควรสูงเกินไป และหลายครั้งพ่อแม่ก็ต้องการแสดงให้เห็นว่า “แค่สองคนรักกันก็เพียงพอแล้ว” แม้ว่าพ่อแม่ฝ่ายหญิงจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับสินสอดมากนัก แต่ด้วยสายตาของญาติพี่น้องหรือเพื่อนฝูงที่จับจ้องและมักถามเชิงเปรียบเทียบเพื่อประเมินค่าเจ้าสาว จึงอาจทำให้พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจำนวนมากต้องหนักใจ และต้องตั้งราคาค่าสินสอดให้สูง “สมฐานะ” โดยประเมิน “คุณค่า” ของการจะได้ใช้ชีวิตร่วมกับฝ่ายหญิง ไม่ว่าจะเป็นฐานะทางการเงินของครอบครัว หน้าที่การงาน การศึกษา และความสามารถพิเศษต่างๆ ของผู้หญิง


 

ประกันความสามารถและความรักของฝ่ายชาย


สินสอดยังถูกใช้ในการรับประกันว่าฝ่ายชายจะสามารถทำมาหากินเลี้ยงดูแลฝ่ายหญิงได้ โดยเชื่อว่าหากฝ่ายชายสามารถจัดหาค่าสินสอดมาให้ได้ตามที่กำหนดไว้แล้ว ก็น่าจะเป็นไปได้ว่าต่อไปฝ่ายชายจะสามารถดูแลครอบครัวได้ต่อไปหลังแต่งงานด้วย


นี่คงเป็นการประเมินเพียงเบื้องต้น และเป็นการตัดสินจากพฤติกรรมในจุดเวลาหนึ่งเท่านั้น มีตัวอย่างการแต่งงานของหลายคู่ที่สินสอดไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันที่ดี เพราะเมื่อแต่งงานไปแล้วฝ่ายชายอาจเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมโดยส่งผลต่อความมั่นคงของครอบครัว และหากมองมุมกลับ ผู้หญิงก็มีหน้าที่ในการดูแลครอบครัวด้วยเช่นกัน แต่กลับไม่ต้องแสดงความสามารถหรือแสดงหลักประกันใดๆ ว่าตนเองจะสามารถทำมาหากินเลี้ยงดูประคับประคองครอบครัวไปได้ร่วมกับฝ่ายชายหลังแต่งงาน การกำหนดให้สินสอดเป็นหลักประกันความสามารถของฝ่ายชายจึงอาจเป็นเครื่องมือที่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ และยังขาดมิติในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับความสามารถของฝ่ายหญิงและชายที่จะดูแลความมั่นคงและมั่งคั่งของครอบครัวได้ในลักษณะ “ร่วมกัน”


 

กดทับหรือหนุนอำนาจให้หญิง


เงินสินสอดอาจเป็นการกำหนด “ราคา” ของการที่เจ้าบ่าวจะได้เป็นเจ้าของเจ้าสาว ทำให้หลายคนรู้สึกว่าสินสอดกำลังตีราคาของผู้หญิงด้วยเงิน เป็นการกดทับอำนาจของผู้หญิงให้ไม่สามารถเรียกร้องเสรีภาพของตัวเองได้ เสมือนว่าตัวเองได้ “ถูกซื้อ” และกลายเป็นสมบัติของฝ่ายชาย